เกี่ยวกับฉัน

รูปภาพของฉัน
Work like you don't need the money.Dance like no one is watching.Sing like no one is listening.Love like you've never been hurt.And live life every day as if it were your last.

วันพฤหัสบดีที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2554

"วิญญาณที่ถูกเนรเทศ: ผมไม่ใช่คนของที่นี่"




...ผมไม่ใช่คนที่นี่ ที่ๆ ผมจากมามีแม่โพสพน้อยคอยท่า
ผมไม่ใช่คนที่นี่ ผมอยากกลับไปจูบดินที่ฝังรกแรกเกิด
ผมไม่ใช่คนที่นี่ ผมเฝ้าฝันทุกคืนถึงท้องทุ่งนา
ผมไม่ใช่คนที่นี่ ไอ้ห้อย อีแค็ป ไอ้โหน จากไปหมดแล้ว
ผมไม่ใช่คนที่นี่ ปู่ครับแม้แต่แม่ก็จากผมไป
ผมไม่ใช่คนที่นี่ ปิยาลีเธอหายไปไหน
ผมไม่ใช่คนที่นี่ ผมอยู่เพราะคำสัญญา
ผมไม่ใช่คนที่นี่ แม่ครับผมเรียนจบตามคำสัญญา
ผมไม่ใช่คนที่นี่ วิหคพเนจรจะพยายามสร้างรังใหม่
ผมไม่ใช่คนที่นี่ ผมยังแปลกแยกจากพวกเขา
ผมไม่ใช่คนที่นี่ เธอไม่รักคนอย่างผมแล้ว
ผมไม่ใช่คนที่นี่ ....................................................

แม่ครับผมเลือกความพ่ายแพ้



ผมกลับมาแล้ว แบกความพ่ายแพ้มาพร้อมกับวิญญาณที่ถูกเนรเทศ
ผมกลับมาแล้ว หวังให้แผ่นดินแม่เยียวยาบาดแผล
ผมกลับมาแล้ว แต่ทุกสิ่งเปลี่ยนไป
ผมกลับมาแล้ว ร่องรอยอดีตถูกผงฝุ่นกลบฝังจนไม่เหลือซาก
ผมกลับมาแล้ว แม้แต่แม่โพสพน้อยก็ไม่อาจต้านทาน
ผมกลับมาแล้ว ที่นี่ไม่ใช่ที่ของผมอีกต่อไป
ผมกลับมาแล้ว ผมทำได้เพียงยอมรับกฎไตรลักษณ์

ผมกลับมาแล้ว ดวงวิญญาณที่โหยหาบ้านเก่า
ผมกลับมาแล้ว.................................................
จะอยู่ที่นี่เฝ้ามองการเปลี่ยนไปของโลกใบนี้ชั่วนิรันดร์...

                                                                                                           


-อั๋นน้อย-
 

“เงาฝันของผีเสื้อ: ชีวิตคือความฝัน”

                 
      

ปณิธาน หรือความปรารถนาของคนแท้จริงแล้วมันคือสารัตถะของชีวิต เป็นสิ่งหล่อเลี้ยงคนแต่ละยุคสมัยให้มองเห็นคุณค่าของชีวิตกระนั้นหรือ จินตนาการของ “เอื้อ อัญชลี” ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นตำนานการเกิดปณิธานนิยายเรื่อง “สามก๊ก” ซึ่งเมื่อพันปีก่อนเป็นเพียงตำนานพื้นบ้านที่คนสมัยนั้นมักจะนำมาเล่นงิ้ว โดยไม่มีใครทราบแน่นอนว่าใครเป็นคนแต่ง “เอื้อ อัญชลี” สร้างตัวละครชื่อ หลอกว้านจง อดีตนักกลยุทธ์ในสมัยที่ชาวฮั่นถูกปกครองภายใต้ชนเผ่ามองโกล เขาเป็นหนึ่งในกองกำลังกู้ชาติซึ่งถูกแบ่งออกเป็นสามกลุ่มเหมือนกับในสมัยสามก๊ก แต่เมื่อทุกกลุ่มบรรลุเป้าหมายเดียวกันคือปลดปล่อยชาวฮั่นจากมองโกลได้สำเร็จกลับแย่งชิงกันเป็นใหญ่ หลอกว้านจง และพี่น้องร่วมสาบาน หวังอิงสง จางเหวิ่นซาน เข้าร่วมกับกลุ่มของ จางซื่อเฉิง อีกกลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มของ จูหยวนจาง ซึ่งมี จูเซิง เป็นที่ปรึกษา กลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มของ เฉินโหย่วเลี่ยง มี หม่าหลง เป็นกุนซือ หากเปรียบเทียบแต่ละกลุ่มเป็นสมัยเดียวกับสามก๊ก ก๊กของ จางซื่อหลง สถานะเป็นเหมือนก๊กของ เล่าปี่ ส่วนก๊กของ จูหยวนจาง คือก๊กของ โจโฉ และก๊กสุดท้ายของ เฉินโหย่วเลี่ยง เปรียบได้กับ ซุนกวน ผลสรุปสุดท้ายนั้นไม่ได้ต่างกันเหมือนกับที่ เล่าปี่ พ่ายให้กับ โจโฉ ทั้งๆ ที่เขามี ขงเบ้ง (ขงหมิง) ผู้มีสติปัญญาล้ำเลิศ หลอกว้านจง ก็ไม่ต่างกันกับ ขงเบ้ง เพราะทั้งสองเป็นนักฝันไม่ใช่นักกลยุทธ์ที่แท้จริงที่หวังผลเพียงแพ้กับชนะ สำหรับนักฝันเช่นทั้งสองคน ผลแพ้ชนะนั้นไร้ความหมาย หลายๆ คนให้นิยามขงเบ้งว่า “ขงเบ้งเปรียบประดุจขนนกทีลอยอยู่นิจนิรันดร์”


“ภายหลังความพ่ายแพ้ในประวัติศาสตร์ อุดมคติและจิตวิญญาณของขงหมิงกลับลอยพ้นกาลเวลา และไม่หายไปพร้อมกับวันคืนที่ผันผ่านยุคแล้วยุคเล่า เพราะเขาคือความฝันของผู้คน”
      
-เอื้อ อัญชลี-  
                                                                       

        …  หลังจากความพ่ายแพ้ หลอกว้านจง หันหลังให้การเมืองกลับมาเป็นนักประพันธ์อย่างที่เคยฝันไว้ในวัยเด็ก เขาช่วยอาจารย์แต่งบทประพันธ์เรื่อง “สุ่ยหูจ้วน
[1]” ที่เลื่องลือจนจบ พร้อมกับผู้ชนะอย่าง จูหยวนจาง ตั้งราชวงศ์หมิงขึ้น สงครามภายนอกจบสิ้นลง แต่แผ่นดินต้องเผชิญกับปัญหาภายใน ประชาชนถูกกีดกันเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเรื่องการดำเนินนโยบายของผู้ปกครอง การต่อสู้ครั้งใหม่เริ่มขึ้นอีกครั้ง แม้ว่าในยุคสมัยไหนสิ่งที่ประชาชนต้องการนั้นคือความสงบสุข คนรุ่นแรกจากไปเกือบหมดแล้ว แม้กระทั่ง หลอกว้านจง ที่ฝากผลงานเรื่อง “ซ่านก๋อเยี่ยนอี้[2]” ก่อนที่เขาจะจากไปตลอดกาล หน้าที่ของชนรุ่นหลังจึงเริ่มขึ้น หลัวเซียง บุตรีของ หลอกว้านจง พบรักกับ หม่าเหอ และช่วยเหลือเขากับ เยี่ยนหวางจูตี้ จากตามล่าของราชสำนักเพื่อกลับไปนำกำลังจากชายแดนภาคเหนือได้สำเร็จ หลังจากนั้นทั้งสองนำกำลังเข้ายึดเมืองหลวง เยี่ยนหวางจูตี้ ประกาศเป็นจักรพรรดิองค์ที่สามของราชวงศ์หมิง ศักราชใหม่เริ่มขึ้นพร้อมกับปณิธานของ หม่าเหอและหลัวเซียง การเดินทางออกนอกแผ่นดินครั้งแรกของลูกหลานขงจื้อได้เริ่มขึ้น จีนเริ่มติดต่อค้าขายกับต่างชาติโดยใช้การโดยสารทางเรือพร้อมกับนำความมั่งคั่งมาสู่ประเทศ หลัวเซียงเป็นเหมือนนกนางแอ่นที่บินเหิรออกจากบ้านอย่างเริงรื่นแต่กลับมาพร้อมกับซากศพที่ไร้รังนอน การเดินทางจบลงพร้อมกับชีวิตของ หม่าเหอ จะหลงเหลือก็เพียงแต่เธอ ลูกหลานของขงจื้อกลับมาเหยียบแผ่นดินอีกครั้งพร้อมกับความบอบซ้ำ แต่ปณิธานของเธอยังไม่จบลง ก่อนจากแผ่นดินแม่ไปชั่วนิรันดร์เธอบอกความบัดสีของยุคสมัยไว้ในผลงานเรื่อง “จินผิงเหมย[3]” จวบจนยุคหมิงช่วงบ่ายคล้อยในยุคหมิงตอนปลายแสงอันเจิดจ้าจากดวงตะวันทำให้บุรุษนาม หวู่เฉิงเอิน ผู้ชื่นชมในนิยายทั้งสามเรื่องก่อนหน้าได้ให้กำเนิด “ซีอิ๋วจี้[4]” ที่มาตรฐานได้แตกต่างจากนิยายทั้งสามเรื่องอย่างสิ้นเชิง บริบททางสังคมได้สร้างเนื้อหาของนิยายแต่ละเรื่อง นิยายจึงเป็นเหมือนกระบอกเสียงของยุคสมัย การยึดติดกับปณิธานของแต่ละยุครังแต่จะทำให้เกิดความแตกแยก “เงาฝันของผีเสื้อ” บอกว่าชีวิตคือความฝันของใครสักคนหนึ่ง หรือบางที่อาจจะเป็นความฝันของผีเสื้อตัวหนึ่ง อย่าไปยึดติดกับมัน ความสุข ความทุกข์เกิดจากความฝัน อย่ายินดียินร้ายกับมัน เฉกเช่นเดียวกันกับกาลเวลาที่ผ่านไปแต่ละยุค มนุษย์ออกมาแสดงบทบาทเป็นขุนศึกผู้เกรียงไกร นักกลยุทธ์ที่ปราดเปรื่อง รบราฆ่าฟันกัน กอบกู้บ้านเมือง วนเวียนซ้ำรอยกันอย่างไม่สิ้นสุด ดังฝันของผีเสื้ออันเริงร่าร่ายปีกในเงาร่างของผู้คนเสมอมา...
        
-อั๋นน้อย-

                                                                         


4 ยอดนิยายในสมัยราชวงศ์หมิง

[1] สุ่ยหูจ้วน: วีรบุรุษแห่งหุบเขาเหลียงซาน


[2] ซ่านก๋อเยี่ยนอี้: สามก๊ก


[3] *จินผิงเหมย: ดอกเหมยในแจกันทอง


[4] ซีอิ๋วจี้: ไซอิ๋ว
*ในช่วงปลายราชวงศ์หมิงถึงต้นราชวงศ์ชิง "ดอกเหมยในแจกันทอง" ถือได้ว่าเป็นสุดยอดวรรณกรรมอันยิ่งใหญ่เช่นเดียวกับนิยายทั้งสามเรื่อง แต่ต่อมารัฐบาลต่อต้านเนื่องจากมีเนื้อหาเกี่ยวกับเซ็กซ์มากเกินไป จึงยกให้นิยาย "ความฝันในหอแดง" ขึ้นมาเป็นสี่ยอดนิยายแทน


วันพุธที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2554

“ลับแล, แก่งคอย: เหลือไว้เพียงความงาม”



"ผมเห็น...ย่างที่ประติมากรคนหนึ่งจะเห็น ผลงานของเขาในแท่งหินอ่อนก่อนลงมือแกะสลักสกัดความลวงออกไป เหลือไว้เพียงความงาม"

-อุทิศ เหมะมูล-

 

เรื่องเล่าของเมืองลับแลที่ถูกถ่ายทอดมาในอดีตคือเมืองหญิงม่ายที่พูดแต่ความจริง ในหนังสือเล่มนี้กล่าวถึงตำนานเดียวกันนี้ซึ่งสอดคล้องกันกับที่ผมเคยได้ยินจากปากของแม่ตอนเด็กๆ (ตอนเด็กผมชอบให้แม่เล่านิทานให้ฟังก่อนนอน) ผมได้ยินเรื่องนี้อีกที่จากเพื่อนคนหนึ่งที่อำเภอลับแล เมืองลับแลในปัจจุบันที่ผมเห็นคือเมืองแห่งสวนผลไม้โดยเฉพาะทุเรียนพันธ์หลงลับแลที่ราคาแพงลิบลิ่ว (แต่ผมได้กินฟรีตลอดเมื่อมีโอกาสได้ไปในช่วงเข้าพรรษา) ย้อนกลับไปถึงตำนานเมืองแม่ม่ายที่มีชายหนุ่มคนหนึ่งพลัดหลงเข้าไป และพบรักกับผู้หญิงเมืองนี้จนมีลูกด้วยกัน อยู่มาวันหนึ่งเขาไม่รักษาวาจาสัตย์เนื่องจากลูกแงงอร้องหิวนม เขาพลั้งปากพูดออกไปว่า “โน่นแน่ะ แม่มาแล้ว” ทั้งๆ ที่นางไม่ได้กลับมา เขาจึงถูกขับออกจากเมืองลับแล ก่อนออกจากหมู่บ้านนางให้ย่ามใบหนึ่งแก่เขาพร้อมกำชับว่าห้ามเปิดระหว่างทาง แต่ย่ามใบนั้นหนักขึ้นเรื่อยๆ เขาจึงสงสัยและเปิดออกดูเขาพบว่ามันเป็นเพียงขมิ้นสดซึ่งมีอยู่ทั่วๆ ไป เขาตัดสินใจเททิ้งและเก็บไว้เป็นที่ระลึกเพียงแง่งเดียว เมื่อเขากลับมาถึงบ้านเขาจึงรู้ว่าแท้จริงแล้วมันคือทองคำแท่ง เขากลับเข้าไปอีกครั้งแต่ก็ไม่สามารถหาทางเข้าไปในหมู่บ้านได้อีก สำหรับผมในวัยนี้เรื่องนี้เป็นตำนานแห่งสัจจะที่เจ็บปวด เพราะการโกหกเพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีไว้มันไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ร้ายแรงอะไรถ้าคำพูดนั้นมันไม่ได้ทำร้ายใคร...



...ลับแลในหนังสือเป็นชื่อของ ผมที่กำลังเล่าเรื่องราวชีวิตและต้นกำเนิดของเขาเอง คนๆ หนึ่งที่รับรู้เรื่องราวของบรรพบุรุษตั้งแต่สมัยปู่ ย่า ซึ่งเป็นคนจีนอพยพและลงหลักปักฐานที่อำเภอลับแล พ่อของเขาเกิดที่นั้น ส่วนเขาและ แก่งคอยพี่ชายต่างมารดาเกิดที่เดียวกันคืออำเภอแก่งคอย เรื่องเล่าจากปากของ ลับแล ขณะที่เขาถูกแม่นำมาฝากไว้กับท่านเจ้าอาวาสที่วัดป่าแห่งหนึ่งเพราะนางเชื่อว่าเขาถูกผีเข้า คำลวงที่เกิดจากเรื่องเล่า เรื่องเล่าที่เกิดจากการสร้างตรรกะและเหตุผลของตนเอง มันเกิดจากความทรงจำและรอยประทับในใจของเด็กคนหนึ่งที่ฝังใจกับอดีตความเจ็บปวดที่เขาอยากจดจำมันในอีกรูปแบบหนึ่งที่คิดว่างดงามกว่ารู้สึกผิดน้อยกว่าบาปที่เขากระทำกับคนรอบข้างเพื่อปลอบประโลมจิตใจตัวเองให้รู้สึกสงบและมั่นคง เพราะความจริงอันน่าเกลียดมันไม่ได้มีคุณค่าใดๆ ต่อการจดจำเขาจึงโยนความจริงที่ว่าให้กับอีกคนหนึ่ง ท้ายที่สุดแล้วเมื่อความจริงเผยตัวของมันเอง ทุกๆ คนทำได้เพียงรับรู้เพราะชีวิตต้องดำเนินต่อไป ทุกๆ คนพร้อมที่จะฌาปนกิจมันไปพร้อมกับคนที่ตายไปแล้ว และกลบฝังเถ้าอังคารแห่งความลวงนั้น แล้วอยู่กับความจริงใหม่ ซึ่งนั้นก็คือชีวิตที่เหลืออยู่ของเขาเองและแม่ผู้ที่เขาตระหนักว่าเขาต้องอยู่ต่อไป


หากชายในตำนานเขารู้เหมือนอย่างที่ลับแลได้เข้าถึงความจริงแห่งความงามของตรรกะใหม่ที่ “ลับแล” คนปัจจุบันค้นพบ โศกนาฏกรรมแห่งสัจจะคงไม่เกิดขึ้น ศาสตร์แห่งการตัดสินคุณค่าในอดีตที่มองความงามเป็นเพียงสังขารที่ไม่จีรังเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเป็นสิ่งที่ไร้คุณค่า แล้วมันต่างอะไรกับความจริงบางอย่างที่มันไม่มีค่าให้เราจดจำ เหมือนกับประติมากรมองเห็นแท่งหินอ่อน ก่อนที่จะลงมือแกะสลักมันเป็นเพียงแค่หินแท่งเดียว วันเวลามีแต่จะกัดเซาะมันให้เสื่อมลง แล้วมันจะมีคุณค่าอะไรต่อการจดจำ หากเราเชื่อว่าความจริงที่เจ็บปวดนั้นต่างหากคือความลวง แล้วขจัดมันทิ้งไป แล้วลงมือสลักเสลาแท่งหินอ่อนก้อนนั้น มันจะหลงเหลือไว้เพียงความงามอันเป็นนิรันดร์ “ลับแล” จะไม่ปล่อยให้ตัวเองมีชีวิตที่เหลืออยู่เหมือนชายในตำนานผู้นั้นที่ปล่อยให้คุณค่าของคำสัตย์จริงทำร้ายชีวิตของตัวเอง หากความงามเป็นสภาวะที่ซ่อนอยู่ในสิ่งงาม ทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนงดงาม แม้กระทั่งความลวง ความจริง ความดี ความงาม มีขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ของมัน เช่นเดียวกันกับ ความลวง ความเลว ความอัปลักษณ์ ความรู้สึกถึงความแตกต่างกันอย่างสุดขั้วของมันหาได้ทำให้คนเข้าใจอย่างถ่องแท้ได้ว่าสิ่งที่กำลังเผชิญนั้นมันคืออะไรกันแน่ เพราะชีวิตมันมีทั้งจริงและลวง ดีและเลว อัปลักษณ์และงดงาม ยากที่จะแยกออกจากกันอย่างชัดเจน “ลับแล” ยังคงเชื่อว่าเขาไม่ได้โกหก เขาเพียงแค่เข้าถึงสัจจะอีกวิถีทางหนึ่ง วิถีที่นักหาที่ทางแห่งความสูญเสียค้นพบมันในอีกหนทางหนึ่ง หนทางที่สุขสงบและมั่นคง...


-อั๋นน้อย-